วิธีในการดูแลเด็กที่เป็นโรควิลเลี่ยม ซินโดรม

child-care

หากว่าเด็กคนหนึ่งนั้นเกิดมาเป็นโรค วิลเลี่ยมซินโดรม ต้องบอกว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะโชคร้ายไปเสียหน่อยเนื่องจากว่าโรค วิลเลี่ยมซินโดรม หรือ โรคนางฟ้า นี้มีโอกาสเกิดขึ้นสำหรับเด็ก 1 ต่อ 10,000 คน เท่านั้น อย่างไรก็ตามหากว่าเด็กคนดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วและเป็นโรคนี้ พ่อแม่ทั้งหลายก็มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องช่วยดูแลและคอยเอาใจใส่เด็กเหล่านี้ให้มากๆ เพื่อที่จะให้เขาได้ใช้ชีวิตที่ยืนยาวเหมือนๆ กับคนปกติ ซึ่งพ่อแม่หรือคนดูแลเองถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการดูแลเด็กๆ ที่เกิดมาเป็นโรคนี้ มาดูวิธีในการดูแลเด็กที่เป็นโรควิลเลี่ยม ซินโดรม ว่าควรต้องทำอย่างไรบ้าง

  1. พยายามพาไปพบแพทย์ตามที่กำหนด – เด็กที่เป็นโรค วิลเลี่ยมซินโดรม นี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอด เพราะเด็กๆ เหล่านี้มักจะมีอาการจากโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เพราะฉะนั้นหากว่าถึงเวลาที่แพทย์นัดตรวจหรือนัดเช็คสุขภาพร่างกาย ก็ควรที่จะไปให้ตรงตามแพทย์นัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งคัดเสมอ
  2. อย่าให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน – ส่วนมากแล้วเด็กที่เป็นโรคนี้มักจะไม่ได้เสียชีวิตจากอาการวิลเลี่ยม ซินโดรม แต่มักจะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ อาทิ โรคหลอดเลือดตีบตัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะระมัดระวังและตรวจสอบอาการต่างๆ ของเด็กที่เป็นอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคแทรกซ้อนต่างๆ
  3. ดูแลเอาใจใส่ในด้านการเรียนรู้ – เด็กๆ ที่เป็นโรควิลเลี่ยม ซินโดรม นี้มักจะเป็นเด็กที่สมาธิสั้น รวมถึงมีความบกพร่องในการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองเองควรที่จะเอาใจใส่ในด้านการเรียนรู้และพัฒนาการทางสมองของเขาให้มากๆ โดยอาจจะพยายามให้ดูเรื่องราวที่เป็นสาระ อ่านหนังสือที่เหมาะสมแก่วัย ให้เรียนหนังสือตามความเหมาะสม เป็นต้น จะช่วยให้เด็กๆ เหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ใกล้เคียงกับเด็กปกติมากที่สุด
  4. ใส่ใจในการเลี้ยงดู – เด็กที่เป็นโรควิลเลี่ยม ซินโดรมนี้หลายๆ คนมักจะค่อนข้างมีความอ่อนแอ และไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไหร่นัก เวลาที่โดนกระทบกระเทือนอะไรนิดหน่อยก็มักจะเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย จึงควรพยายามที่จะให้การเอาใจใส่และเลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุด

ให้กำลังใจในเรื่องต่างๆ – เด็กๆ เหล่านี้เมื่อเริ่มโตจนมีความคิดก็อาจจะนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองเกิดมาไม่เหมือนกับคนปกติสักเท่าไหร่นัก ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจึงถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เด็กๆ เหล่านี้รู้สึกว่าพวกเขาเองยังไม่ได้ถูกทอดทิ้งและมีคนคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ